รีวิว Spiderman Far From Home พลังอันยิ่งใหญ่ มากับความรักและความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่

Dianne Nichols

Spider-Man: Far From Home รีวิว สไปเดอร์-แมน ฟาร์ ฟรอม โฮม หนังปิดท้ายเฟส 3 ต่อจาก Endgame ที่ทำมาเพื่ออธิบายเรื่องราวผลพวงที่เกิดขึ้นต่อจากตอนสุดท้าย รวมถึงมีบทบาทสืบต่อไปยังเฟส 4 รวมทั้งยังต้องเดินเส้นเรื่องชีวิตความเป็นสไปเดอร์แมนของตนไปพร้อมอีกด้วย ซึ่งทั้งยัง 3 อย่างเรียกว่าเป็นหนังบังคับต้องดูพอกับ Endgame เลยก็ว่าได้ มิเช่นนั้นอาจจะดูภาคถัดไปไม่รู้เรื่องแน่นอนซึ่ง Spider-Man: Far From Home ก็ทำหน้าที่ของมันก้าวหน้าในระดับหนึ่ง แต่ว่าบางครั้งก็อาจจะไม่สมบูรณ์สักเท่าไหร่ ด้วยเหตุว่าภารกิจที่ต้องเล่าราวมากมายจนเกินกว่าโทนเรื่องวัยรุ่นของสไปดี้เวอร์ชั่นนี้จะไล่เก็บได้หมด

รอดจาก 5 ปีก่อน ซึ่งในหนังเล่ากล้วยๆเบาหวิว ทำนองว่าเหมือนสอบตกซ้ำชั้น แต่ว่าสหายร่วมรุ่นจบไปแล้วแค่นั้น… ซึ่งทางมาร์เวลก็อาจจะตกลงใจเลือกเล่าเท่านี้แหละ ถึงเลือกเอาสไปเดอร์แมนเวอร์ชั่นนี้มาปิดท้ายให้เรื่องราวใน Endgame จบไปแบบชิลๆตามโทนหลักด้วยเหมือนกัน คนดูก็อาจจะไม่ต้องไปรื้อฟื้นหรือขุดค้นแนวความคิดเหตุข้างหลัง Endgame อีกต่อไปแล้ว เพราะเหตุว่ามาร์เวลตั้งใจสตาร์ทเรื่องราวไปในทิศทางใหม่แจ่มแจ้ง

หนังเลือกเปิดตัว Mysterio กับเหล่า Elemental อย่างไวตั้งแต่เริ่มฉากแรกเลย ซึ่งทำได้น่าสนใจ ทั้งยังชุด ความรู้ความเข้าใจกึ่งเวทย์กึ่งวิทยาศาสตร์ ยิ่งด้วย “คาแรคเตอร์ลับลวงบดบัง” จากบทเริ่มแรกของผู้แสดงนี้ ก็ยิ่งทำให้คนดูจ้องมองโฟกัสจับผิดว่าจะใช่? หรือไม่? กับการเป็นตัวร้ายหรือตัวการ ซึ่งเจคเล่นได้เป็นอย่างดี เอาจริงเอาจังๆหนังทำให้มองเห็นแบบที่ว่าได้ทั้งยังใช่ หรือไม่ใช่ ทั้งคู่เลยด้วยซ้ำครับ

Spider-Man Far From Home จบลงตัวด้วยการตอบโจทย์สำคัญที่หากแม้ในเรื่องไม่ได้มีบอกไว้ “พลังอันยิ่งใหญ่ มากับความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่” โควทในตำนานจากภาคสไปเดอร์แมนของโทบี้ ซึ่งในเวอร์ชั่นนี้ก็ทำได้ดีลงตัวในแบบของทอม ทำให้ภาคนี้อาจจะแปลงเป็นภาคที่น่าจำของแฟนคลับสไปดี้ได้เหมือนที่โทบี้เคยทำไว้ได้ด้วยเหมือนกันครับ

ข้างหลังจบหนังมีเอนด์เครดิตแรกเพื่อปูไปภาคถัดไปแจ่มแจ้ง ซึ่งถือได้ว่าเป็นการพลิกโฉมการเดินเรื่องสไปเดอร์แมนในฉบับภาพยนตร์ทีแรกอีกด้วย เรียกว่าเป็นการปิดทิ้งทวนความน่าติดตามระดับ 10 รวมทั้งบางครั้งก็อาจจะโยงเป็นปลายเปิดไปยังหนังในเฟสถัดไปที่กำลังถ่ายทำกันอยู่ด้วย (อ่านจากสปอยล์ด้านล่างได้ครับ) ส่วนเอนด์เครดิตลำดับที่สองก็เปิดเผยให้มองเห็นแวบๆว่าเรื่องราวถัดไปจะเน้นไปยังห้วงอวกาศมากยิ่งกว่าโฟกัสที่โลกแล้วแน่ๆ ซึ่งจะเป็นทิศทางแบบไหน ต้องรอคอยลุ้นจากหนังเรื่องถัดไปครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Next Post

รีวิวหนัง : จอห์น วิค 1 ผู้เดียวมือหนึ่ง

หลังจากที่ถ่ายหนังชุด The Matrix คีอานู รีฟส์ ก็วนเวียนอยู่กับหนังดราม่าแล้วก็แฟนตาซีเป็นส่วนใหญ่ มีจับปืนบ้างใน Constantine ปี 2005 ก่อนที่จะมาเล่นภาพยนตร์แอ็คชั่นยิงกันใน Street Kings เมื่อปี2008 และจากนั้นก็หยุดจากบทบู๊ยาวๆก่อนที่จะหันไปจับกระบี่ใน 47 Ronin ที่ฉายเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าไร หลายท่านเริ่มดูแคลนว่า คีอานู รีฟส์ บางทีอาจไม่เหมาะกับหนังแอ็คชั่นอีกต่อไป แถมผลงานในตอน10ปีให้หลังไม่ว่าแนวไหนก็ไม่ค่อยมีเรื่องน่าจดจำเลย กระนั้นในปี 2014 เขาก็กลับมาอีกครั้งกับบทมือสังหารระดับพระรอยดำในรูปภาพยนตร์เรื่อง John Wick เนื้อหาของ john wick 1 เล่าถึง จอห์น วิค นักฆ่าชั้น1ของแวดวงมือสังหารที่ออกจากวังวนที่การสังหารไปใช้ชีวิตอย่างเงียบๆนานหลายปี เขาเพิ่งจะเศร้าโศกจากการจากไปอย่างไม่คาดฝันของภรรยาสาว คุณรู้ตัวว่าไม่สบายก็เลยคิดแผนส่งสุนัขมาอยู่เป็นเพื่อนเขาหลังคุณตาย จอห์น เริ่มกระปรี้กระเปร่าขึ้นบ้าง แต่แล้ววันถัดมาก็มีชายวัยรุ่นกับพวกบุกเข้ามาในบ้าน รังควานร้างกายเขา ก่อนที่จะฉกรถยนต์คันงามไป แต่ว่าสิ่งที่ชั่วร้ายที่สุดคือพวกมันฆ่าหมาของเขาตาย จอห์น วิค หวนมาจับปืนอีกครั้งด้วยความโกรธเคืองถึงจุดสุดยอด เขาออกลุยคนเดียวตามล่าคนที่ฆ่าหมาของเขาซึ่งเป็นลูกชายของ วิกโก้ หัวหน้าแก๊งค์รัสเซียผู้มีอำนาจแล้วก็เป็นอดีตผู้จ้างวานของเขาเอง วิกโก้ รู้ดีถึงความน่าสยดสยองของ จอห์น ก็เลยสั่งระดมคนคุ้มครองลูกชายพร้อมตั้งค่าหัวเขาเพื่อให้มือสังหารชั้นแนวหน้าบุคคลอื่นมาช่วยกันจัดแจง มือสังหารในตำนาน พล็อตของหนังง่ายมาก บทไม่มีอะไรสลับซับซ้อน ไม่เสียเวลาพูดเพ้อเจ้อทำเพลงให้มากเรื่องมากความ เทนํ้าหนักให้ฉากแอ็คชั่นเป็นส่วนใหญ่ซึ่งจำต้องบอกว่ามันส์มากมาย ทำออกมาได้ถึง ซีนดวลปืนดุเดือด เสียงดังสนั่น การต่อสู้มือเปล่าก็รุนแรง หนำใจคนชอบหนังบู๊ ดนตรีประกอบเร้าอารมณ์กับบรรยากาศดิบหยาบคาย คอสตูมมีสีเดียวคือดำ เลือดสาดพอควร แต่ไม่ถึงกับน่าแหวะ อีกอย่างที่เด่นคือรถยนต์ที่เอามาประกอบฉาก แต่ละคันถูกอกถูกใจคนชอบรถยนต์คลาสสิกมากมายๆ หนังมีส่วนที่เกินจริงไปบ้าง ไม่สมเหตุผลบ้าง (อย่าสอบถามหาตำรวจ ยิงกันขนาดนี้เสียงหวอไม่มีสักแอะ) กระนั้นความโอเวอร์ของมันนี่แหละที่สร้างความสนุกสนานร่าเริง นับเป็นหนังอาชญากรรมที่บันเทิงที่สุดในรอบหลายปี เปรียบเทียบได้กับภาพยนตร์แอ็คชั่นในตำนานอย่าง Taken แต่ที่ชอบเพิ่มคือการผลิตโลกของมืดปืนที่ดาร์คแล้วก็คูลสุดๆเช่น เหรียญทองที่ใช้จ่ายกันเฉพาะวงใน กลุ่มเก็บศพมือโปร บังกะโลมือสังหาร แล้วก็ กฏเหล็กของแวดวง ทั้งหมดนี้จำต้องชูความดีความชอบให้กับฝีมือการแสดงของ คีนู รีฟส์ ที่เจ๋งสุดๆมาดหรูกับชุดสูท ลุคไว้หนวดเครากับผมยาวบางทีอาจไม่แตกต่างจาก 47 Ronin เท่าไร แต่ในประเด็นนี้เขาสร้างคาแร็กเตอร์ใหม่ที่น่าจดจำกว่า ถือว่าเป็นการคืนฟอร์มแบบมีสไตล์มากมาย อีกคนที่เด่นรองมาคือ ไมเคิล นีควิสต์ เล่นเป็นตัวร้ายที่มีหลายมิติดี John Wick คือการฉายคนเดียวของ คีนู รีฟส์ ที่น่าสนใจ ถึงจะพอเพียงคาดการณ์เรื่องได้ แต่ก็ยังมีผลให้เราลุ้นตามแล้วก็เอาใจช่วยได้ตลอด ไม่ถึงกับเพอร์เฟ็กต์สมบูรณ์พร้อม แต่ถ้าหากมองดูข้างช่องโหว่ยิบย่อยไป ก็เป็นอีกหนึ่งผลงานของเขาที่ไม่ควรพลาด No related posts.
john wick 1

Subscribe US Now